Mobile web


ที่ท่องเที่ยว:แนะนำที่ท่องเที่ยว ทะเล สถานที่โบราณ ธรรมชาติ น้ำตก ภูเขาป่าไม้ ทั่วประเทศไทย

ภาคกลาง
ภาคเหนือ
ภาคตะวันออก
ภาคตะวันออกเฉืองเหนือ
ภาคตะวันตก
ภาคใต้
   

Guides and Travel Information in Thailand

Central Thailand
Northern Thailand
Eastern Thailand
North Eastern Thailand
Western Thailand
Southern Thailand
   

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัด : จังหวัดนครสวรรค์



จังหวัดนครสวรรค์ : วัดนครสวรรค์(วัดหัวเมือง) อ.เมือง นครสวรรค์ ท่องเที่ยว
ชื่อสถานที่ท่องเที่ยว : วัดนครสวรรค์(วัดหัวเมือง)


-ข้อมูล วัดนครสวรรค์ (วัดหัวเมือง) ตั้งอยู่ที่ ถนนสวรรค์วิถีปากซอย 27 อยู่รั้วเดียวกับมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
-ที่อยู่ อ.เมือง นครสวรรค์

ค่าเข่าชม : ฟรีทั้งคนไทยและต่างประเทศ

วัดนครสวรรค์(วัดหัวเมือง)









ข้อมูลวัดนครสวรรค์(วัดหัวเมือง)



วัดนครสวรรค์ เป็นพระอารามหลวงตั้งอยู่ในตลาดปากน้ำโพ ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อศรีสวรรค์ ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัด เป็นที่เคารพสักการะของชาวเมือง หลวงพ่อศรีสวรรค์เป็นพระพุทธรูปที่มีความสง่างามเป็นอย่างมาก ผู้ที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์มักจะแวะมานมัสการ หลวงพ่อศรีสวรรค์เพื่อความเป็นศิริมงคลของตน 



วัดนครสวรรค์ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อจากวัดหัวเมืองมาเป็นวัดนครสวรรค์นั้น มีชื่ออีกชื่อหนึ่งคือวัดโพธิลังการาม เหตุที่ชื่อ โพธิลังการามนั้นได้มีผู้นำต้นโพธิ์มาจากประเทศศรีลังกามาปลูกที่หน้าวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา๔ต้นและมีเจดีย์ใหญ่อยู่ใกล้ต้นโพธิ์นั้นปัจจุบันทั้งเจดีย์และต้นโพธิ์ไม่มีให้เห็นแล้ว 



ประวัติความเป็นมา



วัดนครสวรรค์เดิมมีนามว่า "วัดหัวเมือง" เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ จากหลักฐานโบราณวัตถุ น่าเชื่อว่าสร้างขึ้นในตอนปลายสมัยกรุงสุโขทัย วัดหัวเมืองได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 1972 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (พระเจ้าสามพระยา) อันเป็นรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงศรีอยุธยา 



ก่อนจะเปลี่ยนชื่อจากวัดหัวเมืองมาเป็นวัดนครสวรรค์ วัดหัวเมืองมีชื่ออีกชื่อหนึ่งคือ วัดโพธิลังการาม เนื่องจากได้มีผู้นำต้นโพธิ์จากประเทศศรีลังกามาปลูกที่หน้าวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา 4 ต้น และมีเจดีย์ใหญ่อยู่ใกล้ต้นโพธิ์นั้น ปัจจุบันทั้งเจดีย์และต้นโพธิ์ไม่มีให้เห็นแล้ว รวมทั้งสายน้ำได้เปลี่ยนทิศทางห่างออกไปจากวัดประมาณ 100 เมตร 



วัดหัวเมือง ได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดนครสวรรค์อย่างเป็นทางการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อของมณฑลนครสวรรค์และจังหวัดนครสวรรค์ที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2435 



ทางราชการได้เคยใช้สถานที่วัดนี้ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (มีศิลาจารึกเป็นหลักฐาน) เป็นที่พำนักอยู่จำพรรษาของเจ้าคณะจังหวัดเป็นสถานที่สอบธรรมและบาลีสนามหลวงตลอดมา 



พ.ศ. 2203 ชาวบ้านได้พบช้างเผือก 1 เชือกที่เมืองนครสวรรค์ได้ประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดนี้ แล้วนำถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เมืองลพบุรี ซึ่งได้พระราชทานนามว่า "เจ้าพระยาบรมดเชนทรฉัททันต์" 



ในปี พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เมื่อคราวเสด็จชลมารคมาทรงเททองหล่อพระพุทธชินราชจำลอง ที่พิษณุโลก ได้เสด็จมาทรงเยี่ยมและเห็นความสำคัญของวัดนี้ จึงทรงโปรดให้ย้ายพระครูสวรรค์วิถีสุทธิอุตตมคณาจารณ์ สังขปราโมกข์ (หลวงพ่อครุฑ) เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์จากวัดเขา (วัดจอมคีรีนาคพรต) มาพำนักอยู่ประจำวัดนี้ในการย้ายของหลวงพ่อครุฑนั้น ทางราชการและประชาชนได้ร่วมจัดงานใหญ่มาก มีขบวนแห่แบบเวสสันดร จำนวน 13 ขบวน พระราชวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรพ ผู้บัญชาการทหารค่ายจิรประวัติสมัยนั้นจัดขบวนส่ง 



พ.ศ. 2454 สมเด็จพระราชินีพระพันปีหลวงและสมเด็จพระมาตุจฉาเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ ได้เสด็จมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันพระราชสมภพและวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พร้อมด้วยเจ้านายอีกหลายพระองค์ ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์เพื่อปฏิสังขรณ์พระอารามนี้ด้วย 



พ.ศ. 2456 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรศ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เสด็จตรวจการคณะสงฆ์ได้ทรงแวะเยี่ยมหลวงพ่อครุฑที่วัดนี้ด้วย ในฐานะทรงคุ้นเคยเป็นการส่วนพระองค์มาก่อน และในปีต่อมาได้เสด็ตมาในงานศพหลวงพ่อครุฑอีกครั้งหนึ่ง



ในปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับเป็นทุนสร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบัน ซึ่งครอบหลังเดิมไว้พร้อมกับได้พระราชทาน พระบรมฉายาลักษณ์เป็นโลหะทองแดงขนาดใหญ่ไว้เป็นอนุสรณ์ ในพระอุโบสถด้วย 



วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 สมเด็จพระภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพรรณวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานผ้าพระกฐินมาทอดถวายวัดนี้ 



สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามได้เสด็จมาพักแรมที่วัดนี้ 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 และวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 



ครั้นถึงปี พ.ศ. 2527 ได้มีนายเสน่ห์ วัฑฒนาธร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เสนอเรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อสถาปนาวัดนครสวรรค์ เป็นพระอารามหลวง ความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0204/7846 ลงวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2528 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกประกาศลงวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2528 วัดนครสวรรค์ จึงได้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา 



เมื่อ พ.ศ. 2534 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เสด็จถวายเครื่องอัฐบริขารและเงินบำรุงพระอาราม และทรงปลูกต้นไม้สาละ เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2534 ต่อมาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชทานพระพุทธรูป พระพุทธนวราชบพิตร เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2534 



เกี่ยวกับการศึกษา ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมตลอดมาทุกปี ทั้งแผนกธรรมและบาลีที่เป็นปึกแผ่นมั่นคงมาตั้งแต่ พ.ศ. 2477 นอกจากนี้ยังได้เปิดสอนแผนกสามัญในปี พ.ศ. 2513 เป็นที่ตั้งโรงเรียนมัธยมบ่ระจำจังหวัดเดิม ที่ทำการของพุทธสมาคมมูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์และศูนย์บริการประชาชนของตำรวจ ที่ทางวัดได้ให้การอนุเคราะห์ด้วยดีตลอดมา 



แหล่งศิลปกรรม



อุโบสถ เนื่องจากวัดนครสวรรค์เป็นวัดเก่ามาก อุโบสถหลังเดิมสร้างขึ้นตั้งแเต่ พ.ศ. 1972 จึงชำรุดทรุดโทรม และได้มีการซ่อมแซมกันเรื่อยมาตามกาลสมัย 



ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อหลวงพ่อครุฑ เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ได้ย้ายจากวัดจอมคีรีนาคพรตมาอยู่วัดนครสวรรค์ ในปี พ.ศ. 2449 ในครั้งนั้นวัดนครสวรรค์ทรุดโทรมมาก ต่อมาอุโบสถถูกพายุพัดอย่างแรง ทำให้ผนังโบสถ์พังทับพระประธานและหลังคาโบสถ์หักพังลงมาทับถมองค์พระประธาน ชำรุดเสียหายมาก จึงได้มีการซ่อมแซมอุโบสถและพระประธานครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อระหว่าง พ.ศ. 2465 - 2470 ต่อจากนั้นได้มีการปฎิสังขรณ์ในส่วนต่าง ๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 



ศาลาการเปรียญ เมื่อหลวงพ่อเคลือบมาเป็นเจ้าอาวาส วัดนครสวรรค์ ประมาณ พ.ศ. 2442 ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ สิ่งปลูกสร้างที่ชำรุดให้ดีขึ้น และได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นใหม่เป็นศาลาไม้เสาไม้แก่นกลมใหญ่ พื้นกระดาน หลังคามุงกระเบื้องศาลานั้นสร้างเสร็จเรียบร้อยใช้การได้ตลอดมา จนถึง พ.ศ. 2526 ในสมัยที่พระราชสิทธิเวที เป็นเจ้าอาวาส จึงได้รื้อถอน แล้วสร้างใหม่เป็นอาคาร ค.ส.ล. สองชั้นแบบทรงไทยประยุกต์ จตุรมุขเทคอนกรีตทั้งฝ้าและหลังคามุงกระเบื้องเคลือบ พื้นขัดหิน เพื่อให้มีขนาดพอกับจำนวนประชาชนที่มาทำบุญู ฟังธรรมดังที่เห็นอยู่ปัจจุบันนี้ 



หลวงพ่อศรีสวรรค์ เป็นพระพุทธรูปเก่ามาแต่โบราณเป็นพระประธานอยู่ในอุโบสถหลังเดิม เป็นพระพุทธรูปสมัยศิลปะสุโขทัย หลวงพ่อศรีสวรรค์ได้รับการบูรณะหลายครั้ง พร้อมกับการซ่อมแซมอุโบสถ โดยได้นำทองเหลืองจากองค์เดิมมาหล่อใหม่และมีประชาชนนำทองเหลืองและทองคำมารวมกันหล่อเป็นองค์พระให้ประชาชนได้เคารพกราบไหว้ เป็นที่พึ่งทางใจมาเป็นเวลานานจนเมื่อมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่สุด ระหว่าง พ.ศ. 2465 - 2470 ได้มีประชาชนบริจาคทองเหลือง ทองแดงและทองคำ หล่อหลอมให้องค์พระมีขนาดใหญ่กว่าเดิม มีหน้าตักกว้าง 2.50 เมตร (ปัจจุบันยังมีทองคำอยู่ที่เกษ) เล่ากันว่าในขณะที่เททองอยู่นั้น พอตกเย็นใกล้ค่ำเกิดมีแสงพุ่งออกจากองค์พระมีลำแสงเป็นสีต่างกันถึง 6 สี เรียกว่าฉัพพรรณรังสี เป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง ประชาชนชาวนครสวรรค์มีความศรัทธาในหลวงพ่อศรีสวรรค์มาก ได้มาเคารพกราบไหว้กันอยู่ตลอดเวลา ในระยะหลัง ๆ นี้ผู้ใดมีความทุกข์ความเดือดร้อนก็จะนำเครื่องสักการะมาถวาย และบริจาคทรัพย์เพื่อทำนุบำรุงวัดและมีการบนบานกันอยู่เสมอ จะเห็นได้จากการมีละครแก้บนกันเกือบไม่เว้นแต่ละวัน 



พระสองพี่น้องหรือพระผู้ให้อภัย เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 2 องค์หันหลังไห้กัน หน้าตักกว้าง 3.50 เมตร ประดิษฐานอยู่ในวิหารเก่า ซึ่งแต่เดิมเป็นวิหารสองหลังคู่ ต่อมาได้บูรณะติดกันเป็นวิหารยาวหลังเดียว เมื่อพิจารณาถึงรูปทรงของพระพุทธรูปและอิฐที่สร้างนั้น เป็นของเก่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากสร้างมาเป็นเวลานาน สิ่งปลูกสร้างชำรุดหักพังไปแล้วหลายครั้ง หลังคาทางทิศเหนือที่มุงบังพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 2 องค์นั้น หักพังหลังคาเปิดคงเหลือแต่ด้านหน้าทางถนนโกสีย์ จะรื้อสร้างใหม่ก็เกิดมีฟ้าผ่าขึ้นหลายครั้งจนเป็นที่กรงกลัวกันว่าถ้าก่อสร้างใหม่จะเกิดอันตราย 



จนต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2468 ได้มีบุคคลในตระกูล “อินทร” ได้ซ่อมแซมองค์พระทั้งสอง และตั้งเสาไม้ทำหลังคามุงสังกะสีบังเฉพาะพระพุทธรูปองค์ใหญู่สององค์เท่านั้น เนื่องจากทางด้านหน้ายังมีหลังคากระเบื้องหลังเก่าเหลืออยู่ แต่ปัจจุบันหลังคาด้านหน้าได้ชำรุดหักพังไปหมดแล้ว จึงดูเหมือนพระพุทธรูปอีกจำนวนหนึ่งถูกทอดทิ้งให้ตากแดดตากฝนมาเป็นเวลานาน ซึ่งขณะนี้ทางวัดได้มีดำริว่าจะก่อสร้างวิหารครอบองค์พระพุทธรูปทั้งหมดแเล้ว 



สาเหตุที่สร้างพระพุทธรูปหันหลังให้กันนั้น ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอนได้แต่มีการบอกเล่าสืบต่อกันมาหลายเรื่อง เช่นเป็นการให้ความหมายทางธรรม หมายถึงการเกิดและการตาย เรื่องที่สองเกี่ยวกับทางโลกคือ เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะเข้าพิธีแต่งงานกัน ฝ่ายเจ้าบ่าวยกขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาวแล้วเกิดวิวาทกันอย่างไม่มีวันที่ยินดีกันได้ จึงตกลงสร้างพระพุทธรูปหันหลังให้กันเป็นอนุสรณ์ อีกเรื่องหนึ่งมีผู้เขียนประวัติไว้ว่าชนชาติพม่าเป็นผู้สร้าง เนื่องจากนครสวรรค์เป็นเมืองหน้าด่านและพม่าเคยยกทัพมาถึงเมืองนี้ คือเมืองพระบาง เมื่อสงครามยุติลงได้สร้างพระพุทธรูปหันหลังให้กันไว้เป็นอนุสรณ์ การหันหลังให้กันอาจมีความหมายถึง การให้อภัยไม่ต้องจองเวรจองกรรมกันต่อไป ชาวบ้านจึงเรียกว่า “พระผู้ให้อกัย” 



ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย เนื่องจากวัดตั้งอยู่ในตัวเมืองและเป็นวัดประจำจังหวัด สิ่งหนึ่งที่พบเห็นกันมานานและบ่อย คือ การรำหรือนำลิเกมาเล่นแก้บน เป็นความเชื่อของชาวบ้านและชาวต่างจังหวัด 



รูปภาพอื่นๆ


แนะนำแหล่งที่ท่องเที่ยวอื่นๆใน จังหวัดนครสวรรค์

ที่ท่องเที่ยวแนะนำ
1 )บึงบอระเพ็ด (Bungborraped)
- อยู่ในเขตอำเภอเมือง อำเภอท่าตะโก และอำเภอชุม
2 )วัดศรีสวรรค์สังฆาราม (วัดถือน้ำ) อำเภอเมืองนครสวรรค์
- หมู่ที่ 2 ตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมืองนครสวรรค์
3 )อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ น้ำตกแม่ลีวา นครสวรรค์
- ตำบลแม่เล่ย์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
4 )อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ช่องเย็น จังหวัดนครสวรรค์
- อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์

แนะนำที่ท่องเที่ยว 4 ที่ท่องเที่ยวใน จังหวัดนครสวรรค์


44 ที่ท่องเที่ยวใน จังหวัดนครสวรรค์

  1. ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม
  2. ศาลเจ้าแม่หน้าผา
  3. สถานแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดบึงบอระเพ็ด
  4. สระทะเล
  5. สวนกล้วยไม้พิไลพร
  6. สะพานเดชาติวงศ์
  7. หอชมเมืองนครสวรรค์
  8. หอวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์
  9. อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ดเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕
  10. วัดพระปรางค์เหลือง
  11. วัดวรนาถบรรพต
  12. วัดศรีสวรรค์สังฆาราม (วัดถือน้ำ)
  13. วัดหนองกลับ
  14. วัดเกยไชยเหนือ
  15. วัดเกรียงไกรกลาง
  16. วัดเกาะหงษ์
  17. วัดเขาดินใต้ หรือวัดพระหน่อธรณินทร์
  18. วัดเขาถ้ำพระ
  19. ศาลาที่ประทับ ร.5 หน้าวัดเขื่อนแดง
  20. เขาถ้ำบุนนาค
  21. เขื่อนวังรอ
  22. เมืองเก่าเวสาลี
  23. เมืองโบราณจันเสน และพิพิธภัณฑ์จันเสน
  24. เมืองโบราณโคกไม้เดน
  25. พุทธศาสนสถานหลวงพ่อดำ
  26. ฟาร์มนกกระจอกเทศ นครสวรรค์
  27. รอยพระพุทธบาทศิลาสีเขียว
  28. วนอุทยานถ้ำเพชร-ถ้ำทอง
  29. วัดคีรีวงศ์
  30. วัดจอมคีรีนาคพรต
  31. วัดช่องแค
  32. วัดถ้ำพรสวรรค์
  33. วัดบางมะฝ่อ
  34. วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์
  35. กลุ่มทอผ้าบ้านท่ามะกรูด
  36. ชุมชนชาวไทยทรงดำบ้านไผ่สิงห์
  37. ตลาดน้ำวัดบางประมุง
  38. ถ้ำบ่อยา
  39. ถ้ำเขาพระ เขาสูง
  40. ทุ่งหินเทิน
  41. น้ำตกวังน้ำวิ่ง
  42. บ้านมอญ
  43. บึงบอระเพ็ด
  44. ป่าไพศาลี

ที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์อำเภอต่างๆ

อำเภอเมืองนครสวรรค์

  1.  โครงการปากแม่น้ำเจ้าพระยา
  2.  วัดวรนาถบรรพต (เขากบ)
  3.  อุทยานสวรรค์
  4.  ศาลหลักเมือง
  5.  วัดคีรีวงศ์
  6.  ถ้ำบ่อยา
  7.  วัดศรีสวรรค์สังฆาราม (วัดถือน้ำ)
  8. วัดเกรียงไกรกลาง
  9. วัดนครสวรรค์ (วัดหัวเมือง)
  10. หอวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์
  11.  บึงบอระเพ็ด
  12.  วัดจอมคีรีนาคพรต (วัดเขา)
  13.  ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ - เจ้าแม่ทับทิม
  14.  โครงการหลวงจิตรลดา นครสวรรค์

อำเภอตาคลี

  1. สระทะเล
  2.  เขาถ้ำบุนนาค
  3. จันเสนเมืองโบราณ
  4. วัดจันเสน
  5.  เขาพระเจดีย์ (เขากากซาก)

อำเภอตากฟ้า

  1. วัดถ้ำพรสวรรค์

อำเภอโกรกพระ

  1. เขื่อนวังรอ
  2. เขาถ้ำพระ

อำเภอบรรพตพิสัย

  1. เขาหนอ-เขาแก้ว

อำเภอพยุหะคีรี

  1.  บ้านโคกไม้เดน

อำเภอหนองบัว

  1. เขาพระ

อำเภอแม่วงก์

  1. อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
  2. ทุ่งหินเทิน
     

ข้อจังหวัดนครสวรรค์ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ระหว่างภาคกลางและภาคเหนือจึงเป็น “ประตูสู่ภาคเหนือ” และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของภาคเหนือตอนล่าง และจังหวัดนี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำสายสำคัญ ๆ หรือที่รู้จักกันในนาม “ปากน้ำโพ” แม่น้ำปิง วัง ยม และน่านไหลมาบรรจบกันที่นี่กลายเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายสำคัญของประเทศ  นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของบึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ บึงบอระเพ็ด ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณพืช ฝูงนกนานาชนิด และยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาอีกนับร้อยชนิด เนื่องจากมีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ประมาณ 9,597 ตารางกิโลเมตร

การเดินทาง

รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านอยุธยา-อ่างทอง-สิงห์บุรี-ชัยนาท-อุทัยธานี-นครสวรรค์ ระยะทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 240 กิโลเมตร

รถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด  เปิดบริการเดินรถกรุงเทพฯ-นครสวรรค์ ทุกวัน ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ หมอชิต 2 ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร โทร. 0 2936 2852-66 หรือ www.transport.co.th บริษัทเอกชน เช่น บริษัท วิริยะทัวร์ โทร. 0 2936 2827 บริษัท ถาวรฟาร์ม โทร. 0 2936 2945 บริษัท ทันจิตต์ โทร. 0 2936 3214 หากต้องการเดินทางไปอำเภอต่าง ๆ สามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งจังหวัดนครสวรรค์ โทร.0 5622 2169 อยู่ตรงข้ามโรงแรมพิมาน

รถไฟ มีขบวนรถไฟออกเดินทางจากสถานีรถไฟกรุงเทพ(หัวลำโพง) ทุกวัน รายละเอียดติดต่อหน่วยบริการเดินทาง โทร. 0 2220 4334, 0 2220 4444, 1690 หรือ   www.railway.co.th  สถานีรถไฟนครสวรรค์ โทร. 0 5625 5544

ในตัวเมืองนครสวรรค์มีรถสองแถวให้บริการหลายสาย ท่ารถอยู่ตรงข้ามโรงแรมพิมาน ใกล้กับสถานีขนส่ง บขส. และหากต้องการเดินทางไปอำเภอต่าง ๆ สามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทางได้