Mobile web


ที่ท่องเที่ยว:แนะนำที่ท่องเที่ยว ทะเล สถานที่โบราณ ธรรมชาติ น้ำตก ภูเขาป่าไม้ ทั่วประเทศไทย

ภาคกลาง
ภาคเหนือ
ภาคตะวันออก
ภาคตะวันออกเฉืองเหนือ
ภาคตะวันตก
ภาคใต้
   

Guides and Travel Information in Thailand

Central Thailand
Northern Thailand
Eastern Thailand
North Eastern Thailand
Western Thailand
Southern Thailand
   

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัด : จังหวัดบึงกาฬ



จังหวัดบึงกาฬ : หลวงพ่อพระใหญ่ บ้านท่าใคร้
ชื่อสถานที่ท่องเที่ยว : หลวงพ่อพระใหญ่ บ้านท่าใคร้


-ข้อมูล พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนหน้าตัก พระหัตถ์ขวาคว่ำวางทับพระฌานุ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 5 เหยียดลงอย่างมีระเบียบเหมือนพระพุทธรูปทั่วๆ ไปประดิษฐานบนแท่น 4 เหลี่ยม ซึ่งได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี 2537 นี้
-ที่อยู่ 5 ต.บึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.หนองคายหลวงพ่อพระใหญ่เป็นพระพุทธรูปรางมารวิชัย

ค่าเข่าชม : ฟรีทั้งคนไทยและต่างประเทศ

หลวงพ่อพระใหญ่ บ้านท่าใคร้








ประวัติหลวงพ่อพระใหญ่
วัดโพธาราม บ้านท่าใคร้ หมู่ที่ 5 ต.บึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.หนองคายหลวงพ่อพระใหญ่เป็นพระพุทธรูปรางมารวิชัย โบกฉาบด้วยปูนองค์หลวงพ่อมีขนาดดังนี้
- หน้าตักกว้าง 2 เมตร
- จากฐานถึงยอดพระเกศสูง 2.10 เมตร
- จากพระฌาน ุ(เข่า) ถึงพระศอ (คอ) สูง 0.90 เมตร
พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนหน้าตัก พระหัตถ์ขวาคว่ำวางทับพระฌานุ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 5 เหยียดลงอย่างมีระเบียบเหมือนพระพุทธรูปทั่วๆ ไปประดิษฐานบนแท่น 4 เหลี่ยม ซึ่งได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี 2537 นี้
ตามตำนานและคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่หลายรุ่น หลายสมัยเล่าสืบต่อกันมาประมาณสองพันกว่าปีมาแล้ว จนถึงยุคสมัยหลังๆ ซึ่งแต่ก่อนคนเหล่านี้ส่วนมากได้อพยพครอบครัวมาจากเมืองยศ (บริเวณจังหวัดยโสธรในปัจจุบัน) มาตั้งถิ่นฐานริมฝั่งแม่น้ำโขงและร่นขึ้นมาทางเขตชัยบุรี (ปัจจุบันคืออำเภอบึงกาฬ) การตั้งถิ่นฐานอยู่นั้นก็เหมือนกันทุกยุคทุกสมัย คือที่ใดไม่เหมาะสมในการดำรงชีวิต ต้องประสบกับภัย และมีการระบาดของโรคร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอหิวา โรคไข้ฝีดาด ถูกรบกวนจากสัตว์ร้ายหรือภูตผีปีศาจต่างๆ ก็พากันหลบหนีภัยย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่เหมาะสมต่อไป ชนกลุ่มนี้ก็เหมือนกันย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่เหมาะสม จนถึงบ้านท่าใคร้ในปัจจุบัน เมื่อเห็นเป็นที่เหมาะสมดีก็ตกลงใจกันตั้งหลักฐานที่จะหากินในบริเวณนี้
จากนั้นต่างก็จับจองพื้นที่หากินแล้วเริ่มขยายอาณาบริเวณไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณที่รกทึบที่สุดเป็นป่าดงดิบ มีไม้นานาพันธุ์ เช่น ไม้ยาง ไม้ตะแบก ไม้สัก ไม้ไผ่ป่า ขี้นอยู่อย่างหนาแน่นและเต็มไปด้วยสัตว์ป่าหลายชนิด ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นป่ารกทึบมากชาวบ้านที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่รอบๆ จึงได้ร่วมกันในการถากถางเพื่อจะได้มีพื้นที่มากขึ้น หลังจากที่ได้ทำการถากถางอยู่เป็นเวลาหลายวันก็พบพุ่มไม้ที่สูงและหนากว่าที่อื่นๆ เมื่อถางป่าดังกล่าวออกก็พบพระพุทธรูปเดิมที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์พันรอบองค์อยู่ จึงได้นำเถาวัลย์ออก แล้วปัดกวาดบริเวณรอบๆ ก็พบว่าพระเกตุมาลาของหลวงพ่อหักเพราะถูกช้างป่ากระชากเถาวัลย์ลงมาเพื่อหากินตามธรรมชาติของสัตว์ป่า และเห็นเป็นรูปร่างของสถานที่บำเพ็ญบุญ หรือสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา อีกทั้งยังพบซากเครื่องปั้นดินเผา โอ่งโบราณ รวมทั้งเครื่องใช้อีกหลายอย่าง
องค์พระพุทธรูปนั้นตั้งแต่ได้พบมาถึงปัจจุบัน ไม่เคยเคลื่อนย้ายหรือ ต่อเติมแต่อย่างใด เพียงแต่ต่อพระเกตุที่หักให้คงสภาพเดิม มีเพียงแท่นที่ประดิษฐานเท่านั้นที่สร้างโอบแท่นเดิม เพื่อให้มีความมั่นคงขึ้นยิ่งกว่าเดิม และมีผู้ที่มาขอพรจากหลวงพ่อเมื่อได้สมความปรารถนาแล้วก็ได้นำสีทองมาทาสมโภชหลวงพ่อ จึงทำให้องค์หลวงพ่อเหลืองอร่ามเป็นสีทองทั้งองค์
ปฏิหารของหลวงพ่อ
1. เมื่อครั้งสงครามอินโดจีน ปรากฏว่ามีแสงสว่างจ้ากว่าแสงตะเกียงเจ้าพายุที่ลอยจากโบสถ์วัดบ้านท่าไคร้ ข้ามไปยังปากบึง ฝั่งลาว แล้วข้ามกลับมาที่เดิมแล้วดับลงที่โบสถ์
2. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2490 ได้รื้อซากโบสถ์เก่าเพื่อสร้างใหม่ ช่างและคนงานล้วนเป็นคนญวนพากันขุดเพื่อลงรากเสาเข็ม พอขุดลงไปพบพระพุทธรูปองค์เล็กจำนวนมากหลายพันองค์ พวกคนงานเหล่านั้นเห็นว่าเป็นของเก่าก็พากันเอาไป โดยมิได้บอกใครหลังจากนำเอาพระพุทธรูปเหล่านั้นไปยังไม่ทันข้ามคืนเกิดเป็นบ้าบ้างเกิดท้องร่วงอย่างรุนแรงบ้าง เป็นไข้อย่างฉับพลันบ้าง จนต้องนำเอาพระพุทธรูปกลับคืนมาไว้ที่เดิมในตอนกลางคืน และอาการที่ป่วยต่าง ๆ หายไปเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
3. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2496 – 2497 เด็กหญิงชาวบ้านท่าไคร้ไปอยู่กับญาติที่ชลบุรีได้ขี่จักรยานไปซื้อของ ถูกรถสิบล้อชนจนจักรยานหักป่นปี้ ส่วนเด็กหญิงคนนั้นตกกระเด็นไปตกฟากถนนอีกฝั่งหนึ่งลุกขึ้นได้ปัดฝุ่นแล้วก็เดินได้สบายไม่มีบาดเจ็บแม้แต่น้อยรถ แต่สิบล้อคันที่ชนกลับมีไฟลุกใหม้ท่วมเสียหายทั้งคันที่หนูน้อยคนนี้รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เพราะมีรูปถ่ายของหลวงพ่ออัดกรอบพลาสสติกห้อยคอ
4. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2511 เด็กสาวบ้านท่าไคร้กับน้องสาวไปธุระที่บ้านดงหมากยางขากลับจวนค่ำถูกคนร้ายจี้เอาสร้อยคอมทองคำหนัก 3 บาทไป จึงต้องครึ่งวิ่งครึ่งเดินกลับบ้านบอกเล่าเหตุการให้พ่อ – แม่ฟังแล้วรีบไปบอกหลวงพ่อขอให้ติดตามเอาสร้อยกลับคืนมา เวลาล่วงมา 3 วัน คนในบ้านหลังนั้นแทบจะไม่เชื่อสายตา เพราะสร้อยคอเส้นที่ถูกจี้เอาไปทิ้งอยู่ระเบียงหน้าบ้าน โดยสร้อยอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ
5. เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2512 – 2513 ก่อนสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน ก็มีแสงสว่างออกมาจากต้นโพธิ์ข้างโบสถ์แล้วข้ามไปบ้านปากบึงประเทศลาวอีก แสงสว่างเช่นนี้จะปรากฏในวันพระ 2 – 3 เดือนต่อครั้ง และมักจะมีผู้พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง
6. ร.อคำม้าว จันทวงศ์ เป็นคนบ้านปากบึงฝั่งประเทศลาว ซึ่งอยู่ตรงข้ามหมู่บ้านท่าไคร้ ก่อนที่จะไปราชการสงครามก็ได้มาบนหลวงพ่อไว้ทุกครั้ง ซึ่ง ร.อคำม้าวได้เกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินถึง 3 ครั้ง แต่ก็รอดชีวิตมาทุกครั้ง เขาจึงศรัทธาต่อองค์หลวงพ่อและได้บริจาคเงินจำนวน 2 หมื่นบาทสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน
7. เมื่อปีพ.ศ. 2528 ผู้เขียนประสบด้วยตนเอง ชาวบ้านประชุมตกลงกันเอาช่างมาถ่ายรูปหลวงพ่อเพื่ออัดกรอบพลาสติกเพื่อให้ผู้ศรัทธาบูชาไปสักการะประจำตัว ก่อนช่างถ่ายภาพจะได้ตกแต่งขันธ์ข้าวดอกไม้เพื่อสักการะและขอขมาแล้วจึงลงมือ ช่างภาพถ่ายรูปหลวงพ่อประมาณ 10 กว่ารูป เมื่อนำเอาไปล้างแล้วไม่มีรูปหลวงพ่อติดเลยแม้แต่น้อย ฟิล์มมืดดำไปชัตเตอร์ไม่ลั่นกดก็ไม่ลงเหมือนมีอะไรมาขัดไว้
8. มีผู้ถือเหรียญหลวงพ่อพระใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบอุบัติเหตุ แต่ก็ปลอดภัยทุกคน
สิ่งปลูกสร้างภายในวัด
วัดโพธารามบ้านท่าไคร้ เป็นวันที่เก่าแก่ที่สุดในเขตอำเภอบึงกาฬและมีงานเทศกาลประจำทุกปี ซึ่งประชาชนต่างก็ให้ความสนใจเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และวัดโพธารามบ้านท่าไคร้ยังเป็นวัดราษฎร์ซึ่งเป็นวัดประเภทที่ 1 คือ มี น.ส.3 มีทะเบียนวัดถูกต้องตามระเบียบของทางคณะสงฆ์ แต่ก็พึ่งจะไดรับการพัฒนามาเมื่อประมาณ 20 ปีกว่า มีสิ่งปลูกสร้างตามศรัทธา คือ
1. อุโบสถ หลังปัจจุบัน ที่หลวงพ่อใหญ่ประดิษฐานอยู่ สร้างเมื่อปีพ.ศ 2513 กว้าง 8 เมตรยาว 15 เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูน เงินค่าก่อสร้างประมาณ 150,000 บาท สร้าง 5 ปี จึงแล้วเสร็จ
2. ศาลาการเปรียญ 1 หลัง 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ กว้าง 15 เมตร ยาว 18 เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ 350,000 บาท
3. กุฏิ 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ 3 ห้องพร้อมห้องน้ำ เป็นเงินค่าก่อสร้างประมาณ
200,000 บ
4. กุฎิชั้นเดียวพื้นสูง 1 เมตร 1 ห้อง สินเงินค่าก่อสร้างประมาณ 800,000 บาท
5. โรงครัวหนึ่งหลังชั้นเดียว 2 ห้อง พื้นคอนกรีต สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมา 30,000 บาท
6 . แท้งน้ำฝนแบบ ฝ.33 ของกรมอนามัย 6 แท้งค์
7. บ่อน้ำตื้น 1 บ่อ ลงท่อคอนกรีตเสริมเหล็กประมาณ 6 เมตร
8. กำแพงวัด 3 ด้าน ก่อด้วยอิฐบล็อกสิ้นเงินค่าก่อสร้าประมาณ 200,000บาท
เนื้อที่ของวัดทั้งหมดประมาณ 5 ไร่ เศษ เป็นพื้นที่ราบ 3 ส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม ทางวัดมีโครงการถมที่ให้เสมอกันงานประจำปีของวัด เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือบุญมหาชาติจะจัดให้มีใน 4 เดือนข้างขึ้นของทุกปี นอกจากนี้แล้วในวันพระ 8 ค่ำ และ 14 – 15 ค่ำ ชาวบ้านท่าไคร้จะพร้อมกันลงรวมกันที่วัด เพื่อไหว้พระฟังเทศน์ เวียนเทียน ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ดีงามอีกอันหนึ่ง
งานประจำปีที่ทำเพื่อสักการะแด่หลวงพ่อพระใหญ่
ประชาชนในสมัยก่อนก็ได้มาขอพรจากหลวงพ่อ ให้ช่วยเมตตา ปกปักรักษา และป้องกันอันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้หมดไป และก็ได้สมดังความปรารถนาตลอดมาจนถึงปัจจุบันดังนั้นจึงจัดให้มีการน้อมถึงพระคุณที่หลวงพ่อได้เมตตากรุณาตลอดมา และจัดงานสมโภชปีละ 2 ครั้ง ซึ่งปฎิบัติสืบต่อกันมา ทุกปีจนถึงปัจจุบันคือ
ครั้งที่ 1 วันเพ็ญเดือน 3 จะทำบุญข้าวจี่ พร้อมกับปราสาทผึ้ง 2 หลัง เป็นการสักการะแด่หลวงพ่อ
ครั้งที่ 2 ทำในเทศกาลวันสงกรานต์ ของทุกปีมีการสรงน้ำหลวงพ่อพระใหญ่งานนี้ถือเป็นงานใหญ่ประจำปี มีพุทธบริษัทมาร่วมงานเป็นจำนวนมากทั่วทุกสารทิศพิธีสรงน้ำพระใหญ่มักจะจัดหลังวันมหาสงกรานต์หนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะจัดงานตรงกับวันเสาร์ อาทิตย์

รูปภาพอื่นๆ


แนะนำแหล่งที่ท่องเที่ยวอื่นๆใน จังหวัดบึงกาฬ

ที่ท่องเที่ยวแนะนำ
1 )น้ำตกเจ็ดสี (น้ำตกกะอาม) อ.เซกา จ.บึงกาฬ ท่องเที่ยว
- เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว อ.เซกา จ.บึงกาฬ
2 )จุดลึกแม่น้ำโขง แก่งอาฮง ณ วัดอาฮงศิลาวาส จ.บึงกาฬ
- ตำบลหอคำ เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ
3 )บึงโขงหลง ( Bueng Khong Long ) อ. บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ
- อ. บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ
4 )ภูทอก (วัดเจติยาคีรีวิหาร หรือวัดภูทอก) ตำบลนาสะแบง จ.บึงกาฬ
- ตำบลนาสะแบง จ.บึงกาฬ
5 )เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว อำเภอบึงกาฬ
- ที่อยู่: อำเภอ บุ่งคล้า จังหวัด บึงกาฬ
6 )พาเที่ยวหนองกุดทิง จังหวัดบึงกาฬ
- หนองกุดทิง ต.โนนสมบูรณ์ อ.บึงกาฬ

แนะนำที่ท่องเที่ยว 6 ที่ท่องเที่ยวใน จังหวัดบึงกาฬ


ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ

  1. วัดโพธาราม (วัดหลวงพ่อพระใหญ่ อ.เมืองบึงกาฬ)
  2. ศาลเจ้าแม่สองนาง (Chao Mae Song Nang Shrine) (อ.เมืองบึงกาฬ)
  3. วัดอาฮงศิลาวาส (Wat a-Hong Silawas)  (แก่งอาฮง  อ.เมืองบึงกาฬ)
  4. หนองกุดทิง (อ.เมืองบึงกาฬ)
  5. ภูทอก(Wat Phu Tok) (อ.ศรีวิไล)
  6. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว  (Phu Wua Wildlife Sanctuary)(อ.บุ่งคล้า)
  7. น้ำตกถ้ำฝุ่น (อ.บุ่งคล้า)
  8. น้ำตกชะแนน  (Cascade Stone Bridge Nan Cha )(อ.บุ่งคล้า)
  9. น้ำตกถ้ำพระ  (อ.เซกา) 
  10. น้ำตกเจ็ดสี (jet see - 7 colors waterfall) (อ.เซกา)
  11.  บึงโขงหลง (Bueng Khong Long)(อ.บึงโขงหลง)
  12. วัดสว่างอารมณ์  (วัดถ้ำศรีธน  อ.ปากคาด) Wat Sawang Arom (Wat Tham Sri Thon)
  13. จุดลึกแม่น้ำโขง แก่งอาฮง ณ วัดอาฮงศิลาวาส

การเดินทางเข้าสู่จังหวัดบึงกาฬสามารถเดินทางได้หลายทางดังนี้


1.รถยนต์
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหมายเลข 1 ผ่านจังหวัดสระบุรี (ที่นี่เป็นที่มาของ คำพูด “สระบุรีเลี้ยวขวา”) แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านจังหวัดนครราชสีมา-จังหวัดขอนแก่น- จังหวัดอุดรธานี-จนถึงจังหวัดหนองคายและจากหนองคายสู่จังหวัดบึงกาฬใช้ทางหลวงหมายเลข 212 โดยจะผ่านอำเภอโพนพิสัย กิ่งอำเภอรัตนวาปี อำเภอปากคาด รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 715 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยประมาณ (ประมาณ 11 ชั่วโมง 4 นาที จากกรุงเทพ)
2. รถโดยสารประจำทาง
มีรถโดยสารประจำทางทั้งรถโดยสารธรรมดาและรถปรับอากาศ
– จากบริษัทขนส่งจำกัด โทรศัพท์ : 02 – 936 – 2841 – 48, 02 – 936 – 2852 – 66 ต่อ 442, 311  web : http://www.transport.co.th/
– บริษัท แอร์อุดร จำกัด http://airudon.comze.com/ได้นำรถที่มีมาตรฐาน ระดับ วี.ไอ.พี. มาให้บริการ โดยสำรองที่นั่ง กรุงเทพฯ โทร 02 936 2735 อุดรธานี โทร 042 245 789 สถานที่จำหน่ายตั๋วอาคารหมอชิต 2 ชั้น 3 ช่องจำหน่ายตั๋ว 55 และ 118 (หลังประชาสัมพันธ์ ชั้น 3)
– บริษัท 407 พัฒนา ให้บริการด้วยรถปรับอากาศชั้น 1 และชั้น 2 ชนิด ม.1ข ,ม.4ข ,ม.1พ ,ม.2  ให้บริการรถสาย กรุงเทพฯ หนองคาย บึงกาฬ บุ่งคล้า, กรุงเทพฯ กุมภวาปี บึงกาฬ ,ระยอง-ขอนแก่น-พังโคน-บึงกาฬ
และยังมีรถบริษัทเอกชนหลายแห่ง จัดรถวิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยเริ่มจากสถานีขนส่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถนนกำแพงเพชร หรือที่รู้จักในนาม “หมอชิต2″ และจากตัวจังหวัดอุดรธานีก็จะมีรถธรรมดาวิ่งมาจากสาย 224 อุดร-นครพนม หรือสาย 225 อุดร –นครพนมวิ่งผ่านทางจังหวัดสกลนคร ทุกวัน ดูรายละเอียดการเดินรถทัวร์ทั่วประเทศได้จาก   http://www.rottourthai.com/
3. รถไฟ
มีขบวนรถไฟจากกรุงเทพฯ-หนองคาย และขบวนรถด่วนดีเซลราง กรุงเทพ – อุดรฯ ทุกวัน ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 1690, 0 2223 7010,0 2223 7020  www.railway.co.th  สถานีรถไฟหนองคาย โทร. 0 4241 1592
4. เครื่องบิน
สามารถไปได้โดยลงที่สนามบินจังหวัดอุดรธานี รายละเอียดสอบถามได้

4.1ที่บริษัทการบินไทย จำกัด http://www.thaiairways.co.th/  ศูนย์สำรองที่นั่ง 023561111
4.2สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย โทร. 0 2515 9999 http://www.airasia.com/th/th/home.html
4.3สายการบินนกแอร์   www.nokair.com Call us Nok Air at 1318 or +662- 900-9955
4.4สายการบินโอเรียนท์ไทย http://www.flyorientthai.com/th หรือ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) 1126

ของฝากของที่ระลึกจากจังหวัดบึงกาฬ


1.กลุ่มทอผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ 
126 หมู่ 3 บ้านหนองลาด ต.ศรีสำราญ อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ 38180
ติดต่อ : นางวงเดือน เพชรรัตน์
โทร : 08-7214-7046, 0-4242-3886

2.ลูกหยียักษ์แม่ประเนียร ใหญ่
58 หมู่ที่ 1 บ้านหอคำ ตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ 38000 
ติดต่อ : คุณประเนียร ทีหอคำ
โทร : 05-0072460

3.กลุ่มภาพเขียนลายเส้น
136 หนองลาด หมู่ 3 ต.ศรีสำราญ อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ 38180
ติดต่อ : นายไพฑูรย์ ทาบึงกาฬ
โทร :08 0761 5068

4.กลุ่มหัตถกรรมสามัคคี
281 หมู่ 11 บ้านศรีวิไลรุ่งเรือง ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ 38210
ติดต่อ : คุณวิไลลักษณ์ พัฒนศิระกิจ
โทร : 042 497462
e-mail : cdd.nongkhai@thaimail.com

5.กลุ่มปลาร้าแม่บ้านเซกาเหนือ
154 เซกาเหนือ หมู่ 14 ชุมนุมชน ตำบลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ  38150
ติดต่อ : นางบัวพันธ์ พาระพล
โทร : 08-7235-8624

6.กลุ่มแม่บ้านแปรรูปกล้วย
209 หมู่ 1 บ้านนากั้ง ต.นากั้ง อ.ปากคาด จ.หนองคาย 83190 
ติดต่อ : นางสุชาดา โปตะวัฒน์
โทร : 042 485117, 06 0817808 
e-mail : cdd.nangkhai@thaimail.com

7.กลุ่มพัฒนาอาชีพชุมชนบ้านโพธิ์น้อย  ผ้า เครื่องแต่งกาย
2 โพธิ์น้อย หมู่ 5 ตำบลท่ากกแดง อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย 83150
ติดต่อ : นางสาวฐิติยา ริยะนิจ
โทร : 08-7857-4993